รู้สึกตัว

Just another WordPress.com weblog

เช้าวันหยุด กันยายน 13, 2009

Filed under: ธรรมะ,บันทึกประจำวัน — wilasinee @ 4:52 am

น้ำตกป่าละอู ถ่ายเมื่อปี 2006 ไปพักกับพี่โบ พี่แมน พี่ป๋อง เชอรี่


เสียงโทรศัพท์จากที่ทำงานดังขึ้นในตอนเช้าของวันหยุด
ฉันตื่นนอนมาได้สักพักแล้วล่ะ แต่ตอนรับก็ยังทำเสียงงัวเงียอย่างตั้งใจ
“ขอโทษที่รบกวนค่ะคุณอ้อ พอดีมีสายนอกโทรมาขอเบอร์คุณอ้อน่ะค่ะ”
“ฮื่ออ จากใครคะพี่วัลย์” (นึกในใจว่า ถ้ามาจากบริษัทบัตรเครดิตนะ
จะไม่ใช้บริการของบริษัทนี้ตลอดชีวิต)
“จากอาจารย์รุ่งศักดิ์ค่ะ อาจารย์ที่ปรึกษา ที่มาช่วยงาน ISO เราเมื่อต้นปี
พี่ไม่ได้ให้เบอร์คุณอ้อไปนะคะ พี่บอกว่า ถ้าคุณอ้อเต็มใจคุยด้วย คุณอ้อจะโทรหาเอง”
นึกในใจว่า เฮ้อ… พี่วัลย์ก็ หาเรื่องให้เราเปลืองค่าโทรศัพท์แล้วมั้ยล่ะ
แต่ก็ได้เบอร์มา และกดโทรออกด้วยความเต็มใจ…


อาจารย์ท่านนี้เป็นที่ปรึกษาการทำงานคุณภาพ ISO
ของโรงพยาบาลหลายแห่ง และตามโรงงานต่างๆ คิวการให้คำปรึกษาของอาจารย์ยาวเหยียด
แต่การมาที่โรงพยาบาลของเรา อาจารย์ทุ่มเทเวลาให้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่หน้าห้องน้ำ
ที่ฉันไปเดินเก้ๆ กังๆ อยู่ อาจารย์หันมาถามว่าฉันมีปัญหาอะไรจากการฟังบรรยายหรือเปล่า
ฉันส่ายหน้า ตอบว่าเปล่า เพียงแต่ในการบรรยายของอาจารย์ มียกตัวอย่างพุทธชาดก
เลยคิดว่าอาจารย์คงจะสนใจเรื่องธรรมะ อาทิตย์ถัดไป
ฉันจะไปวัด เลยแวะมาถามว่าอาจารย์สนใจไปด้วยกันไหม
เราแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ทั้งเรื่องปรัชญาและการปฏิบัติ
อาจารย์เป็นคนที่มีความคิดลุ่มลึก และมีความเห็นอย่างปัญญาชน
ส่วนฉันเป็นคนกระโดกกระเดก คิดแล้วทำเลย ความเห็นฉันเป็นชาวบ้านที่พบได้ตามท้องตลาด
อาจารย์มองการสวดมนต์เป็นการพร่ำบ่น และบางครั้งเป็นบทสวดที่เกินจริง
เช่น ต้องมอบกายถวายชีวิตเป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
คือถ้าทำตัวเป็นทาสแล้วจะมีอิสระได้อย่างไร
ฉันตอบไปว่า การสวดมนต์ โดยเฉพาะการสวดออกเสียง เป็นการประกาศอย่างกล้าหาญ
ให้ลองนึกถึงคนที่ร้องเพลงชาติอย่างภาคภูมิใจว่าเรามีเอกราชเป็นของตัวเอง
ส่วนการมอบกายถวายชีวิตเป็นทาสของพระรัตนตรัย เป็นเหมือนการรายงานตัวเข้าสถานศึกษา
ถ้าไม่มีสังกัด แล้วตุปัดตุเป๋ไปตามกิเลส นั่นไม่ยิ่งไร้อิสระมากขึ้นไปอีกหรือ
อาจารย์พยักหน้า เราพากันไปวัด จากนั้นก็แยกย้ายกันไป
เมื่อโรงพยาบาลได้รับการรับรองคุณภาพสมดังเจตนาของผู้บริหาร


วันนี้อาจารย์โทรไปที่ทำงาน ตามหาเบอร์ฉัน ลูกน้องผู้แสนดีนำพาให้ฉันโทรกลับ
ฉันว่าถ้าไม่ใช่เรื่องปรัชญา ก็คงเรื่องอยากจะไปวัดอีกสักรอบ แต่พอคุยกันแล้วฉันคิดผิด
“พี่จะบวชล่ะ คิดว่าคงจะตัดทุกอย่างแล้วบวชตลอดชีวิตไปเลย คุณคิดว่ายังไง”
ฉันถามย้ำ ว่าการบวชไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่การอยู่อย่างสุขสบาย
อาจารย์เตรียมตัวอย่างไรแล้วบ้าง ก็ได้รับคำตอบที่น่าสบายใจ
“พี่ฝึกทานอาหารวันละมื้อ เข้าสวน ปลูกต้นไม้ เตรียมขายรถ บ้านคอนโด
คิดว่าจะบวชได้ภายในสิ้นปี แต่บางที บางคน เป็นฆราวาสเขาก็ปฏิบัติได้ อ้อคิดว่ายังไง”
ฉันร้องอ๋อในใจ อาจารย์กำลังถามถึงตัวฉัน ว่าเอ็งล่ะ ทำไมไม่บวช
“อ้อว่ามันขึ้นกับปัจจัยของแต่ละคนนะคะ แต่ละคนปัจจัยไม่เหมือนกัน
อย่างอ้อบวชไม่ได้หรอกค่ะอาจารย์ อ้อเป็นผู้หญิง มีพ่อแม่ที่ยังต้องดูแล
แต่ถ้าอาจารย์ไม่ได้มีภาระ เตรียมตัวมาดี ไม่มีพันธะให้กังวล อันนี้ต้องอนุโมทนาเลยล่ะ”


เราคุยกันต่ออีกสักพัก ฉันย้ำถึงความตั้งใจและเจตนารมณ์ของคู่สนทนา
และรับปากจะพาไปกราบหลวงพ่อองค์หนึ่ง ที่ฉันนับถือว่า เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์
ที่เจียระไนพระเป็นเพชรเม็ดงามประดับวงการพระพุทธศาสนาได้ดีที่สุดองค์หนึ่ง


ตารางนัดหมายอัดแน่นขึ้นอีก 1 วัน แต่ความหนาแน่นนั้นมีปีติที่โปร่ง โล่ง เบา อยู่ลึกๆ
ทางสายนี้ยังทอดยาว ด้วยจุดหมายที่เดียวกัน แต่ฉันยังไม่เห็นใครเหยียบรอยเดียวกันสักครั้งหนึ่ง


ลุกจากการแวะพักข้างทาง และฉันยังคงก้าวต่อไป…

 

เชิญไปงานเปิดตัวหนังสือ “รักพ.ศ.ร้อย” ค่ะ กรกฎาคม 23, 2009

Filed under: Uncategorized — wilasinee @ 12:59 pm
Tags:
เรียน ท่านผู้ได้รับจดหมาย
ก่อนอื่นต้องขออภัยหากจดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาจากคนที่ท่านไม่รู้จัก
(คนส่งไม่ได้ select all นะคะ แต่เลือกคลิกชื่อที่คุ้นเคยกันขึ้นมา)
จะขอแจ้งข่าวว่า หนังสือนิยายเรื่อง “รัก พ.ศ. ร้อย”
จะมีการเปิดตัวในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2552
ที่สมุดธรรมะบ้านอารีย์ (มีแผนที่ คลิกได้ค่ะ
เริ่มลงทะเบียนในเวลา 14.00 น. และเริ่มงานจริงในเวลา 14.30 น.
e-mail นี้เ็ป็นคำเชิญอย่างเป็นทางการ
เพื่อการจองที่นั่ง จัดอาหารและของว่างให้พอดีกับจำนวนผู้ร่วมงาน
โดยในงานจะทำการเปิดตัวหนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ “รักพ.ศ.ร้อย” และ “ธนาคารความสุข 2”
ซึ่งแฟนคลับของหนังสือเล่มหลังดูจะอุ่นหนาฝาคั่งกว่าเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่อุปสรรคแต่ประการใด
เพียงท่านโทรมาภายในห้านาทีนี้ เอ้ย ไม่ใช่! -_-“
เพียงท่านตอบจดหมายฉบับนี้ ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2552
พื้นที่เล็กๆสำหรับแฟนคลับรักพ.ศ.ร้อยจะถูกจัดเตรียมไว้ให้ท่านทันที
:: โปรดแจ้งรายละเอียด ::
ชื่อท่าน+จำนวนที่นั่ง และ วิธีการมาบ้านอารีย์ในวันดังกล่าว
ท่านที่สะดวกโปรดมารถไฟฟ้า เนื่องจากบ้านอารีย์มีพื้นที่จอดรถน้อย
หากสะดวกมาด้วยรถยนต์ กรุณาแจ้งเพื่อการจัดสรรพื้นที่จอดรถในตึกใกล้เคียงล่วงหน้า
ขอบคุณดกเเด้เด่้ค่ะ
วิลาศินี

เรียน ท่านผู้อ่าน

ก่อนอื่นต้องขออภัยหากท่านได้รับจดหมายเชิญเป็นการส่วนตัวแล้ว
(มาอ่านซ้ำอีกทำไม อ้าว ไม่ใช่…) ท่านใดที่ตกหล่น ผู้เขียนขอใช้พื้นที่นี้

แจ้งข่าวว่า หนังสือนิยายเรื่อง “รัก พ.ศ. ร้อย”
จะมีการเปิดตัวในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2552

ที่สมุดธรรมะบ้านอารีย์ (มีแผนที่ คลิกได้ค่ะ
http://www.baanaree.net/map.html)

เริ่มลงทะเบียนในเวลา 14.00 น. และเริ่มงานจริงในเวลา 14.30 น.
ขอให้หน้านี้เ็ป็นคำเชิญอย่างเป็นทางการ

เพื่อการจองที่นั่ง จัดอาหารและของว่างให้พอดีกับจำนวนผู้ร่วมงาน
โดยในงานจะทำการเปิดตัวหนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ “รักพ.ศ.ร้อย”
และ “ธนาคารความสุข 2″
ซึ่งแฟนคลับของหนังสือเล่มหลังดูจะอุ่นหนาฝาคั่งกว่าเล็กน้อย
ซึ่งไม่ใช่อุปสรรคแต่ประการใด
เพียงท่านโทรมาภายในห้านาทีนี้ เอ้ย ไม่ใช่! -_-”

เพียงท่านตอบ comment หน้านี้ ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2552
พื้นที่เล็กๆสำหรับแฟนคลับรักพ.ศ.ร้อยจะถูกจัดเตรียมไว้ให้ท่านทันที

:: โปรดแจ้งรายละเอียด ::

ชื่อท่าน+จำนวนที่นั่ง และ วิธีการมาบ้านอารีย์ในวันดังกล่าว

ท่านที่สะดวกโปรดมารถไฟฟ้า เนื่องจากบ้านอารีย์มีพื้นที่จอดรถน้อย
หากสะดวกมาด้วยรถยนต์ กรุณาแจ้งเพื่อการจัดสรรพื้นที่จอดรถในตึกใกล้เคียงล่วงหน้า

ขอบคุณค่ะ

วิลาศินี

 

เรื่องที่ยังไม่ได้บอกกัน กรกฎาคม 12, 2009

Filed under: บันทึกประจำวัน — wilasinee @ 11:02 am
Tags:

จริงๆเราไม่ค่อยอยากคุยกับใครเยอะ
หนึ่งคือเพราะเราไม่ใช่คนชอบการเปลี่ยนแปลง
และไม่ชอบเอามากๆกับการที่มีคนมาทักว่า
ดูเปลี่ยนไปนะ หรือ นี่เธอ กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้วเหรอ
(สังเกตดีๆว่าน้ำหนักมันไม่เหมือนกับตอนหลวงพ่อถามว่า
รู้สึกมั้ยว่าตัวเองเปลี่ยนไป… อันนั้นก็คนละความรู้สึกกัน ไม่สับสนนะ)

เดี๋ยววันนี้จะบอกทีละเรื่อง และหลายๆเรื่องเกี่ยวพันกัน
ถ้าอ่านแล้วยังคิดว่า เปลี่ยนไปนะ หรือ จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมทำไม
อันนี้ก็คงห้ามความรู้สึกกันไม่ได้ คิดว่าเราได้พยายามอธิบายแล้วก็แล้วกัน

1. เราซื้อรถแล้ว

เป็นรถมือหนึ่ง chevrolet optra 1.6 CNG รุ่นรองท้อป (เพราะรุ่นท้อปไม่ผลิตแล้ว)
รุ่นเดียวกับรถของหมอกุ๊กไก่ที่ซื้อตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน กุ๊กไก่รุ่นสีบรอนซ์ทอง
ตอนโทรไปปรึกษา กุ๊กไก่บอกว่า ยืนยันว่ารถดี แต่ให้เลือกสีบรอนซ์เงิน
(สีเดียวกับรถพี่ตุลย์) ดูจะเข้ากับเรามากกว่า วันที่เราซื้อ กุ๊กไก่กำลังเอารถไปซ่อม
เราก็ตกใจ ถามว่ารถดี ทำไมเอาไปซ่อม กุ๊กไก่บอกว่า เราจอดของเราดีๆ
เบ๊นซ์ก็มาชนตูด แล้วอ๊อพตร้าก้นบุบไปนิดนึง ส่วนหน้าเบนซ์ยุบเข้าไปครึ่งกระโปรง

ก่อนซื้อโทรหาแม่ ก็ตั้ังใจว่าถ้าแม่ไม่ให้ซื้อก็จะยกเลิก
แม่รับเรื่องแล้ววางสาย สักพักโทรมาใหม่ บอกว่าแม่กับพ่อคิดตรงกัน
“ลูกมันเหนื่อยมามากแล้ว ให้มันได้ทำตามใจตัวเองบ้างเถอะ”
แล้วบอกว่าจะส่งเงินมาให้อีกส่วนนึง แต่เราบอกไม่เป็นไร เราซื้อผ่อน
และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ห้าปีเราก็ผ่อนหมดและยังมีเงินเก็บไว้เปิดร้านยาใหม่ได้สบาย

2. เราจะเรียนยิงปืน

เรื่องนี้ต่อเนื่องและเป็นที่มาของการซื้อรถ สืบเนื่องจากลูกน้องคนหนึ่งไม่มาขึ้นเวร
โทรแจ้งกับเราว่าแม่มาหา ต้องดูแลแม่ เหลือเราขึ้นเวรกับเด็กใหม่อีกคน
ด้วยความสงสัย เราให้เลขาตามไปดูที่ร้านยาเขา กำชับไปว่า ถ้าอยู่ที่ร้านยา
ให้กลับมาขึ้นเวร (คนเราอยู่ด้วยกันไปนานๆ อ้าปากก็เห็นรูหูแล้ว
ว่าอันไหนโกหก และอันไหนพูดจริงจัง) เราจริงจังเรื่องการที่เธอละทิ้งหน้าที่
และพอเลขาเราไปถึง ก็พบเธอที่ร้านยาจริงๆ  อยู่กับคุณแฟนด้วย
พอเลขาเราไปบอกอย่างที่เราพูด คุณแฟนก็พูดเสียงขึงขัง
ประมาณว่า แมร่..ง จับผิดชิบหา.. โดนรอบที่แล้วยังไม่เข็ด
เดี๋ยวรอบนี้ให้คนไปตีหัวเลย
(รอบที่แล้วมอเตอร์ไซค์เราโดนทุบ แต่ไม่ต้องกลัวรอบนี้ทุบรถ
เพราะเราไม่ได้เอารถยนต์ไปจอดที่ที่ทำงาน)

เลขาเราปิดปากเงียบจนอีกหลายวันให้หลังค่อยมาบอกแบบอ้อมแอ้ม
เพราะกลัวว่าตัวเองจะโดนด้วย เพราะไปได้ยินแค่คนเดียว

เรื่องเราจะเรียนยิงปืน เลยเป็นเรื่องที่เปรยให้ลูกน้องฟัง
แค่ขู่ๆเท่านั้นแหละ ให้เขาพอรู้ว่าเราก็คงได้ยินอะไรมา
แต่เราก็จะไปเรียนจริงๆนะ เดินทางไปไหนมาไหนก็คงจะระมัดระวังขึ้น
ไม่กลับดึก ไม่ไปรถสาธารณะ ก็น่าจะพอช่วยได้บ้างล่ะ

ตอนนี้สถานการณ์ยังทรงๆทรุดๆ แต่ผู้ใหญ่ล้อมหน้าล้อมหลัง
ดูจะเพิ่มความรักและเอ็นดูขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เมตตามหานิยมอะไรนะ
เราบ้างานน่ะ

3. ตกลงเปิดตัวหนังสือเมื่อไหร่

พี่ชมพูโทรมา บอกว่า 18 สิงหาคม 2552 คอนเฟิร์ม!
ลองกาปฏิทินใหม่เนาะ ^^ ไม่ค่อยกล้าบอกเต็มปาก
กลัวมันเลื่อนอีก แต่เอาก็เอา เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นนั่นแหละ
รู้แต่ตอนแรกจะเทคคอร์สระยะสั้น เพิ่มน้ำหนัก ฝึกแต่งตัว ฝึกบุคลิก
เพื่อไปงานที่คิดว่าจะเปิดตั้งแต่ 1 ก.ค.
ก็เลื่อนไปป่านโน้น ตอนนี้เลยอ้วนขึ้น สวยค้าง
และหวังว่า steady state นี้จะคงทนจนถึงเดือนหน้าน่อ

4. เรายังไม่มีแฟนใหม่

อันนี้ไม่รู้จะบอกทำไม คืออยู่เฉยๆก็ได้
ใครจะคิดว่ามีความรักแล้วสวยขึ้นก็คิดไปเถอะ
แต่มันตะหงิดๆนะ  อยากสื่อสารให้ตรงกัน
และไม่ใช่การประกาศว่า ตอนนี้เราไม่มีใครนะ ให้เข้ามาจีบเลย
จำได้ว่า ตอนคุยกับพี่กอบเรื่องคนปองร้าย
พี่กอบให้หาเพื่อนไว้ไปไหนมาไหนด้วยกัน (แน่นอน ควรเป็นผู้ชาย)
เราตอบพี่กอบไปว่า “ถ้าต้องหาแฟนใหม่ อ้อยอมโดนตีหัวไปเลยดีกว่าพี่”

ชัดนะ

5. ไปงานแต่งงานออยมา

เป็นงานแต่งงานเพื่อนร่วมรุ่นคนเดียวที่คิดจะไปแสดงความยินดีกับมันนะ
(คือคิดแบบเชิงรุกน่ะ ส่วนเชิงรับใครจะเชิญก็เชิญมา ไปได้ก็จะไปนั่นแหละ)
เจอโรจน์ด้วย ความรู้สึกตอนที่เจอ ไม่ใช่ภาพสโลว์โมชั่นเจอกันแล้วมองตาค้าง
มีเพลงบรรเลง อะไรอย่างนั้น ไม่ใช่นะ พอดีมีคนบอก ว่าโรจน์นั่งตรงไหน
เราหันไปมอง แล้วก็เลี่ยงไปนั่งอีกมุมนึง แล้วก็นั่งดูออยกับพี่ต้อมทำพิธีผูกข้อมือ

เราก็ว่าเราโตพอที่จะไม่นั่งเพ้อฝันรำลึกถึงวันเก่าๆแล้วนะ แต่ความคิดมันผุดขึ้นมา
ตอนที่โรจน์บอกว่า เอางี้ เรียนจบห้าปีแล้วเราแต่งงานกัน ตอนนั้นเราโวยวายและงอแง
ว่าทำไมต้องห้าปี ทำไมต้องให้เรารอนานขนาดนั้น ซึ่งจริงๆ ณ วันนี้ ผ่านมาตั้งเกือบแปดปี
ถ้าเรายอมรอ มันก็ครบห้าปีไปตั้งแต่สามปีที่แล้วแล้วนะ

ที่เหลือมันไม่ใช่ความคิดแล้ว เป็นความเศร้าถาโถมจุกแน่นอยู่ในอก
ถัดจากนั้นแค่อึดใจเดียว ก็ฉุกคิดได้ว่า ใช่ความเศร้าของเราแน่เหรอ
ใช่ก็ได้ ไม่ใช่ก็ได้ แ่ต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ของจริง มันไม่คงทนถาวรหรอก
ดูดีๆ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน อึดใจนั้นมันเลิกเศร้าเลยนะ เสร็จแล้วก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว
ไม่ได้ธรรมะก็คงไม่รอด ^^

ก็อยู่จนจบงานนะ โรจน์มากับภรรยา ไม่เหมาะและไม่สะดวกที่เราจะไปขออโหสิกัน
คู่ของออยและต้อมเหมาะสมกันดี เราว่าเป็นการยาก ที่ผู้หญิงคนนึง
จะได้ลงเอยกับผู้ชายสักคนที่เป็นคนดี และพร้อมจะดูแลเธอได้ตลอดชีวิต
เพื่อนๆทั้งหมดก็คงมาร่วมแสดงความยินดีกันด้วยเหตุผลนี้แหละ
แต่เอาเข้าจริง การแต่งงานเป็นคำตอบที่แท้จริงหรือเปล่า เราไม่รู้

เพราะมันเป็น plan A ที่เราตัดทิ้งไปแล้ว :p

6. ไปเรียนศิลปะการป้องกันตัว

ที่บ้านอารีย์ ไปช้า เลยไม่ได้ลง workshop กับเขา
ได้แต่นั่งดูครูเขาสอนเทคนิค ดูเอาเพลินๆนะ ไม่ได้จริงจังอะไร
เราว่าของแบบนี้มันต้องฝึกฝน มาซ้อมๆกันแค่ชั่วโมงเดียว ไม่ได้อะไรหรอก
แต่ดูๆไปแล้วเห็นความตั้งใจของครูฝึกและความเขินๆของพี่เลี้ยงบางคนนะ
ที่เจอคนไปมองรอบตัวเขามากขนาดนั้น
เห็นแล้วก็นึกถึงการเป็นพี่เลี้ยงนักภาวนาของตัวเอง
มันมีสถานะนึงที่ใกล้เคียงกัน คือความรู้สึกของคนอยาก”ให้”เหมือนๆกัน
คือให้วิชา ให้ความรู้ ให้ข้อคิด และแอบเห็นพี่เลี้ยงมีอาการ “กั๊ก”ไว้บ้าง
อย่างที่เราเองก็ทำ (แหะๆ) คือของบางอย่าง คนไม่ฝึกเอง ไม่ทำเอง
ให้เฉลยมันก็ไม่แฟร์ดิ ดีไม่ดีโดนผู้ร้าย(กิเลส) เอาไปกินหมด

นึกแล้วก็อยากไปปฏิบัติหน้าที่นะ แต่เวลาก็น้อยยยเสียเหลือเกิน -_-”

7. และอื่นๆ

อะไรอีกดี ว่าจะเขียนอีกหลายเรื่องแต่ชักนึกไม่ออก

– ยกเลิกโปรแกรม departures เพราะยังไม่อยากเข้าโรงหนัง
หวัด 2009 มันเสี่ยงนะ เลี่ยงอะไรได้ก็เลี่ยงเถอะ

– ได้ใบขับขี่แล้ว เอารถเข้าซองแบบคนคุมสอบและคนคอยลุ้นตะลึงงัน
เพราะมันเป็นการถอยเข้าม้วนเดียวจบ เลื่อนขึ้นมาจอด และหันไปบอกหมายเลขสอบ
คนคุมโอเค เลื่อนออกจากซองได้อย่างสวยงาม

อันนี้เขียนไว้เตือนตัวเองว่าทำได้ดีทีไรก็ชะล่าใจทุกครั้ง
ไม่เกิน 3 วันต่อมา เข้าซองที่หอตัวเอง ไถลไปครูดกับผนังตึก
ได้รอยด้านหน้ามา 2 รอยให้เจ้าของหอแซว
เขาก็ปลอบแหละ ว่ามีประกันชั้นหนึ่ง ไม่ต้องกลัวหรอก
แต่รอให้ได้แผลเยอะกว่านี้ก่อน ค่อยไปทำ

จิ… ไม่ให้มีเยอะกว่านี้หรอกน่า

พอแล้วล่ะ เหนื่อยๆ ไปล่ะ

 

ถัดจากแรงบันดาลใจ

Filed under: คอลัมน์ — wilasinee @ 5:40 am

(ภาพจาก http://inventorspot.com)

บรรยากาศขมุกขมัวปกคลุมไปทั่วแผ่นฟ้าระหว่างที่นั่งรถมาด้วยกัน
คนขับถามฉันว่า

“ลองดูท้องฟ้าข้างหน้าสิครับ พี่ดูแล้วรู้สึกยังไงบ้าง”

ฉันมองตาม ก่อนจะตอบตามหลักวิชาการ

“รู้สึกว่า ข้างหน้าฝนคงกำลังตก”

คนถามอึ้งไปนิด

“แล้วพอเห็นฝนตก พี่รู้สึกอะไรบ้างครับ”

“รู้สึกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ”

ฉันย้ำตามหลักวิชาการเดิม

“เหรอพี่ ผมนึกว่าคนอารมณ์ศิลปินแบบพี่

จะเห็นแล้วเศร้าหรือว่ามีจินตนาการออกไปไกลๆ อะไรอย่างนั้น”

“เปล่า แล้วเรารู้สึกยังไงล่ะ”

“ผมเห็นแล้วมันเหงา บางทีมันเศร้าจนอยากร้องไห้เลยล่ะครับ
เนี่ย บางอารมณ์ ผมก็รู้สึกว่า ผมนี่ก็อาร์ตตัวพ่อเหมือนกันนะ”

“นั่นไม่เรียกอาร์ตหรอก นั่นเรียกพวกอ่อนไหวง่าย”

ฉันบอกเรียบๆว่าแค่อ่อนไหวไม่ได้ทำให้คนเป็นศิลปินได้ง่ายๆ

คนถามดูเคลือบแคลงใจ ฉันจึงเริ่มอธิบายด้วยคำถาม

“รู้จัก โทมัส อัลวา เอดิสันมั้ย”

“รู้จักครับ คนประดิษฐ์หลอดไฟ”

“มันมีประโยคอมตะของเอดิสันอยู่ประโยคนึง

เค้าบอกว่า Genius is two percent inspiration,

ninety-eight percent perspiration

“พี่อย่าพูดภาษาอังกฤษกับผมสิครับ”

“อะไร จบตั้งป.โทแล้ว เก่งแล้วนะ แปลมาเลย”

“อัจริยะประกอบด้วยแรงบันดาลใจ 2% แล้วอีก 98%ไม่รู้แปลว่าอะไรครับ”

“Perspiration แปลว่า เสโท

“เหล้าเหรอครับ!”

“ไม่ใช่เหล้า นั่นมันสาโท เสโทแปลว่าเหงื่อ

รถติดไฟแดง คนขับแตะเบรกแล้วร้อง

“อู่ยย… เหงื่อตั้ง 98 เปอร์เซ็นต์เลยเหรอครับ”

“ใช่สิ ลองนึกให้ดี กว่าที่คนค่อนโลกจะเรียกชื่อคนๆนึงติดปาก
คนๆนั้นใช้ความพยายามมากแค่ไหน
คนทั่วไปอาจจะมองแสงจากปลายเทียนว่าอบอุ่นละมุนละไม
แต่เอดิสันมองแล้วเกิดแรงบันดาลใจว่า
ฉันต้องประดิษฐ์อะไรสักอย่าง ที่สว่างและติดทนนานกว่าเทียนเป็นแท่งๆ”

“เขาเริ่มจากแรงบันดาลใจก่อน”

คนขับหันมาสนับสนุนก่อนจะออกรถเมื่อไฟเขียวสว่าง

“ใช่ เขาเริ่มจากแรงบันดาลใจก่อน แต่หลังจากนั้น

เขาต้องคิดค้นวิธีการ และสรรหาวัสดุที่จะใช้ทำไส้หลอดไฟฟ้า

หาแล้วหาเล่า โยนทิ้งไปประมาณ 1,600 ชนิด

กว่าจะได้ไส้คาร์บอนที่สว่างนานสี่สิบชั่วโมง”

“ตอนนี้ที่สว่างได้เป็นปีเป็นไส้อะไรครับ”

“อย่าถามนอกเรื่องสิ เอางี้ เราก็ไม่รู้หรอกว่า

กว่าจะกลายมาเป็นหลอดนีออนตามบ้าน

ต้องผ่านความพยายามของใครต่อใครมาอีกมากมายขนาดไหน”

“อืมม ก็มาจากหยาดเหงื่อแรงงานจริงๆแหละครับ”

“ฟังเรื่องแวนโก๊ะต่อมั้ย ว่ากว่าจะเป็นศิลปินชื่อก้องโลก เขาผ่านอะไรมาบ้าง”

“เอาสิครับ”

ฉันเริ่มเล่า เราเริ่มการสนทนา เหมือนคนบนโลกอีกพันล้าน
ที่สามารถอาจหาญในการวิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อคิดเห็น
แต่น้อยคนนักจะนำแรงบันดาลใจที่ได้ฟัง ได้พบ
มาลงมือปฏิบัติแล้วเกิดผลจริงจัง…

ฉันใดฉันนั้น ทุกครั้งที่ปิ๊งไอเดียอะไรสักอย่าง ก็อย่าลืมเตือนตัวเองนะคะ

ว่าเตรียม 98% เสโทไว้พร้อมแล้ว : )

หมายเหตุ : ลงในคอลัมน์ยารักษาใจ ฟาร์มาไทม์ ฉบับ ก.ค.-ส.ค. 52

 

รูดม่าน มิถุนายน 12, 2009

Filed under: Uncategorized — wilasinee @ 3:15 pm

พับไดอารีก่อน

งานเปิดตัวหนังสือ เทวินทร์วตี
จัดพร้อมกับหนังสือธนาคารความสุขเล่ม 2
พิมพ์กับสำนักพิมพ์พรีม่า จัดที่บ้านอารีย์
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2552

ทราบเวลา/กำหนดการแล้วจะมาแจ้งอีกทีค่ะ

ขอตัวไปเคลียร์งานอื่นก่อน
จะได้ไม่ต้องมาพะวงกับหน้าได

ไปล่ะ🙂

edit : เลื่อนค้าบเลื่อน
ทราบวันที่แน่นอนจะมาแจ้งอีกทีนะคะ ^^

 

My weekend live (end) มิถุนายน 9, 2009

Filed under: Uncategorized — wilasinee @ 3:28 pm

ไปเรียนขับรถมา เมื่อยขา ปวดแขน และเกร็งไปทั้งตัวเลย
เรียน 2 ชั่วโมงแรกคุณครูก็พาออกถนนใหญ่แล้ว
หมดชั่วโมงที่ 16 สอนดริฟท์เลยดีมั้ยคะ
แล้วเราก็เป็นบ้าอะไรไม่รู้ ครูบอกว่าคนส่วนใหญ่เวลาตกใจจะเหยียบคันเร่ง
ส่วนเราเวลาตกใจ จะตบแตรแป๊นๆ แล้วก็หันมาตกใจเสียงแตรอีกที
ประมาณว่ามาจากไหนยะ ครูก็จะถอนใจบอกว่าจากเธอนั่นแหละ
จากนั้นก็สับเกียร์กระปุกของครูแทบหัก ได้ยินเสียงถอนหายใจของแกหลายทีมาก
(รถคันที่เอามาสอน กับครูคนสอน อยู่คู่กันมา 15 ปี ก็น่าห่วงอยู่)
ครูรีบสอนใหญ่เลย สงสัยคิดในใจว่า
‘ต้องรีบให้มันเรียนจบเร็วๆ ก่อนรถตูจะพัง’
-“-

มาดูรูปกันต่อนะ : )

เอาหลายๆเซ็ตมารวมกันเลย เขาวัง-มฤคทายวัน-และริมทะเลที่รีสอร์ท
ไม่ได้ดื่มด่ำกับที่เที่ยวหรือบรรยากาศของทะเลอะไรมากมายหรอก
เหตุผลแรกที่มา คืออยากมาเจอคนนี้ : )

ชื่อพี่เก๋ เป็นเภสัชกรพี่เลี้ยงสมัยที่เราไปฝึกงานที่รามา
ตอนนั้นอยู่ปี 4 เป็นปีที่ประสบปัญหาชีวิต(รัก)เป็นอย่างมาก
รู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองเป็น 0 เริ่มหมุนเคว้างคว้างแบบหาตัวเองไม่เจอ
จนไอ่โจมาชวนไปฝึกงานที่กรุงเทพ (ช่วงที่ได้พบกับพี่ตุลย์-หลวงอา ก็ช่วงนั้น)
ถ้าไม่นับพี่ตุลย์กับหลวงอาแล้ว อีกคนที่ชุบชีวิตใหม่ให้เรา ก็พี่คนนี้แหละ
(ถ้าพี่เก๋มาอ่าน คงงง และบ่นว่า ชั้นไปเป็นผู้มีพระคุณของเธอตอนไหน
นอกจากบ่นๆๆ แล้วก็ชี้นิ้วสั่งสอนคนอื่นเป็นตัวอย่างให้เธอดู)

ไม่รู้สิ ตั้งแต่สอบติด เราก็คิดแค่ว่า คณะนี้มันเรียนแล้วหางานทำง่าย
ทั้งที่ใจก็ไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบ แต่การได้มาพบพี่คนนี้ มันทำให้รู้เลยว่า
คนที่ born to be เภสัชกรจริงๆ เป็นยังไง คนที่ก้าวเข้ามาอยู่ในวิชาชีพนี้
แล้วทำเพื่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของคนร่วมวิชาชีพ เขาทำยังไง เขาภูมิใจในวิชาชีพนี้แค่ไหน
แล้วเขาแบ่งปันความรู้สึกนั้นมาให้เรา เติมคุณค่าให้เราในช่วงเวลาสั้นๆเวลานั้นได้
พี่ก็ยิ่งใหญ่มากแล้วค่ะ : )

อีกคนที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ได้มาเจอกัน ก็คือคนนี้

หัวหน้าเก่าเราเอ้งง… ^^”
พอนึกภาพออกแล้วใช่ไหม ว่าเรามางานอะไร
คนถ่ายรูปให้ไม่ได้เอามาแปะในนี้ เพราะเป็นน้องผู้แทนยา (ผู้หญิงจ้า)
แล้วที่ใส่ชุดสวยๆ ถ่ายรูปวาบหวาม เพราะอยากเขย่าตัวเองให้หายฝ่อ
เลิกแต่งตัวซอมซ่อ แล้วก็ไปออกงานเปิดตัวหนังสือ
ที่ฝนช่วยเลือกซื้อชุดมาให้บานเบอะ แต่ยังเลือกตัวที่จะใส่ไม่ได้เลย !!

เอ้า ทีนี้ก็ ช่วยดูวิวพลาง ดูชุดให้ด้วย ว่าใส่อะไรแล้วเข้ากัน
เดินไปงานแล้วไม่ขายหน้าบ้าง (งานจริงคงไม่ใส่ขาสั้นงี้เนาะ)

ไปเที่ยวก่อนดีกว่า

เขาวังๆ ขึ้นรถรางไฟฟ้ากัน

บรรยากาศข้างบน

บรรยากาศข้างล่าง

เน่ บนหลังคาเลย

ทางเดิน

อย่าดูวิวอย่างเดียว สนใจคนนิสนึง เลยวัยกระเตาะมานานแล้ว เพิ่งจะกล้า…

นะ…

ย้ายที่เลยดีกว่า ไปมฤคทายวันบ้าง

รูปนี้จะทำเขากวาง น้องบอกว่า พี่คะ นั่นมันกระต่าย

เอ้า ก็ได้ เปลี่ยนท่า

กวางรึยัง

พอเถอะ อายเค้า พิงเสาดีกว่า

โดนข้อหาบังวิวอีก เอ้า ถอยๆ

ชอบรูปนี้ แม้กล้องไม่ดี แต่วิวดีมากนะ : )

บางมุมก็ยังซ่อมแซมไม่เสร็จ ไกด์บอกว่า นี่บูรณะปฏิสังขรณ์ไปเยอะมาก
ถ้าพี่มาก่อนหน้านี้ จะไม่ค่อยมีคนมาเที่ยว เพราะปิดปรับปรุงเสียเยอะมาก

อันที่จริงมุมนี้ก็ยังซ่อมไม่เสร็จ แต่ 90% สวยงามมากนะ

บรรยากาศน่าภิรมย์จริงๆ : )

กลับมาเมาแดดอยู่ริมสระ

มีผนังเป็นสรณะอีกเช่นเคย

โพสติ้งแบบนี้ก็กล้านะ

โฮ่ย เหนื่อย รูปอยู่ใน facebook อีกเยอะเลย
แต่เอาเท่านี้ก่อน ^^ (หาเวลามาได้แค่นี้แล้ว)

ปล. ถึงผู้อ่าน (ที่ยังเหลืออยู่)

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ
(จับกระแสได้ว่ามีคนตกใจ
อย่างน้อยๆที่ออกนอกหน้าเลยก็มีบอยคนหนึ่ง)
เรายังเหมือนเดิม เฉิ่ม เปิ่น เชย เพ้อฝันไปวันๆ
แต่ที่แน่ๆ ยังภาวนาและมีที่พึ่งเป็นพระรัตนตรัยอยู่เหมือนเดิม

มั่นใจได้ ไม่เปลี่ยน : )

ว่าแล้วก็ไปทำงานจริงๆ ล่ะ ต้นฉบับนอนรอจนจะเน่าแล้ว ><~

 

My weekend live in Alila มิถุนายน 7, 2009

Filed under: Uncategorized — wilasinee @ 11:44 pm

รู้สึกแปลกๆที่กลับมาอัพไดโดยที่ไม่มีเรื่องราวสำคัญอะไร
แค่เพราะมีคนทัก(มินทัก) แค่เพราะมีคนอยากเห็นรูป(ฝน request)
(ขอระบุชื่อนะ ไม่อยากให้ใครคิดไปเองว่าเอ๊ะ พูดถึงใครนะ)

เอาเป็นว่า จัดให้ตามคำขอ แต่ถ้ามีคนทักอีก ก็อาจจะปิดอีกนะ ^^”

ขออนุญาต ไม่บอกที่มา ว่าที่มาที่ไปของทริปนี้มาได้ยังไง
อันที่จริงมันก็มีเหตุและปัจจัยของมันให้ต้องมานั่นแหละ
แต่ขี้เกียจเล่า เดี๋ยวจะหาว่าแก้ตัว (เพราะเราหนีงานพี่เลี้ยงมาด้วย)

เอาเป็นว่า ไปดูรูปพร้อมคำบรรยายกันเลยดีกว่า🙂

 

จบงานสัมนาที่กทม. ไปต่อที่อัมพวาก่อน ใกล้มืดแล้วล่ะ 
ถ้าจะบอกว่ามาถึงอัมพวาด้วยการจิ้มตู้ไปรษณีย์ ก็ใช่ที่ ^^

ลงเรือเหอะ

ถ่ายไม่ติดหิ่งห้อยเลย ได้แต่พระจันทร์รูปหัวใจมา
(เพราะกล้องจับภาพเบลอโดยบังเอิญ) 

กุ้งร้านแดง

หอยหลอดร้านแดง

ปูร้านแดง

แล้วก็ไป Alila resort and spa ที่เขาโฆษณาว่า surprising style
เซอร์ไพรส์จริงๆนะ คือว่า ห้องมันดิบมาก เหมาะแก่การนำคู่บ่าวสาวมากักขัง
ผนังห้องใช้ปูนโบก ผนังทางเดินใช้ลวดมาล้อมแล้วเอาหินโรยเป็นกำแพง
อาคารแต่ละหลังโครงสร้างเป็นสี่เหลี่ยม มี 6 หลัง ทุกหลังสูงแค่ 3 ชั้น ไม่มีลิฟต์
(เด็ก สตรี คนชรา ต้องพากันเดินขึ้นไปทั้งสิ้น) ประตูหนัก 300 กิโล
เวลาเข้าใช้กุญแจไขแล้วผลักเอา ห้องอาบน้ำมีอ่างน้ำ แต่ไม่มีฝักบัว
มีแต่ rain shower ซึ่งอยู่ติดผนังสูงขึ้นไป 3 เมตร เบื้องหน้ามีกระจกบานใหญ่
มาถึงห้องตอนสี่ห้าทุ่มแทบจะกรี๊ด พาชั้นมาที่ไหนเนี่ยฮะ

แต่พอหลับแล้วตื่นขึ้นมา ก็อ้ะ จะว่าไปก็ทำให้โรแมนติกได้นะ : )
มาดูกัน

 

เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ตอนเช้า แสงจะสาดเข้าตรงหัวเตียงพอดี ฮืมม…

ตื่นเถอะค่ะที่รัก (มิวสิคๆ)

acessaries ใช้ได้เลยนะ มีเกลือ มี shower gel มีก๊อกแรงๆ
เทเกลือและ shower gel ลงอ่าง จะได้อ่างน้ำที่มีฟองเต็มอ่าง
ออกจากอ่างด้วยฟองสบู่เต็มตัวแล้วเปิด rain shower 
พร้อมกับดูกระจกเช็คหุ่นไปพลาง คนหุ่นดีคงมีความสุขพิลึก
(แต่เราเครียด ><” กลัวตัวเองเป็นเหมือนกันนะ)

ไปเดินเล่นก่อน (ที่จริงคือไปทำงาน)
เดี๋ยวดึกๆค่อยกลับมาอัพใหม่นะ : )