
ไปปฏิบัติหน้าที่พี่เลี้ยงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีนับจากมีการจัดการอบรมมา
(อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้นะ เราไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่เริ่ม
แต่เดาเอาจากระยะเวลาที่เคยได้ยินได้ฟังมาครั้งแรกจนป่านนี้
เราว่าเขาทำกันมาหลายปีแล้วล่ะ)
ตอนที่เข้าไปร่วม เรารู้สึกเหมือนเป็นพนักงานใหม่ของบริษัทบริษัทนึง
ซึ่งด้วยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา
(เป็นทั้งพนักงานใหม่และกลายเป็นคนเทรนพนักงาน)
ทำให้เราเคยชินที่จะวางตัวเป็นน้องใหม่รอให้พี่ๆโอ๋
และทำตัวหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย (ทั้งที่ตัวเองก็อยู่ในวงการมานานพอ
ชนิดที่ถ้ามีเขี้ยวงอกได้ ก็คงยาวลากดินดังแกร่กๆ :p)
ดังนั้นขอข้ามการพาดพิงวัฒนธรรมองค์กร กรณีพิพาท
และการสังคายนาที่เกิดขึ้นในคืนสุดท้ายของการอบรม
ซึ่งหลังจากคืนนั้นก็มีคนเห็นโทษ ประโยชน์
และเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในจิตในใจของแต่ละคนไปแล้ว
เพียงแต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกิดกับเรา ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ทั้งที่อยู่ด้วยตั้งแต่ต้นจนจบนะ แต่กลับแทบไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย
อาจจะเพราะหมดกำลังเกินไปที่จะกระโดดเข้าไปในวงล่ะมั้ง
เอาละ มาพูดถึงงานของเรา (เฉพาะมุมของเราคนเดียว) ดีกว่า
๑. พี่เลี้ยงมีหน้าที่อะไร
พี่เลี้ยงมีหน้าที่เป็นเพื่อนคุย เป็นคนเอา “หลัก” ไปบอกกล่าวคนที่เข้าอบรม
เป็นคนตบ เป็นคนประคอง ให้ผู้เข้าอบรมอย่าเขว อย่าเป๋ ออกนอกทาง
(ดังนั้น สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือการพาผู้เข้าอบรมเป๋ออกไปเสียเอง)
๒. ไปเป็นพี่เลี้ยงได้ยังไง
อาสาไป ใบสมัครไม่มี ดีกรีทางโลกไม่เกี่ยว ประสบการณ์การเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ
ถ้านานกว่า 4-5 ปีจะช่วยได้มาก (อย่างน้อยจะเอาไว้บอกเล่าผู้เข้าอบรมได้ว่า
เรียนมาตั้งป่านนี้ มัวแต่ไปทำอะไร ถึงได้ยังไม่เอาอ่าว)
๓. ข้อดีมีมั้ย
มี ได้รักษาสัจจะ ได้บอกหลักแก่เขา และได้หลักปักไว้ในใจตน
ถ้าสามารถประคองคนอื่นไม่ให้ออกนอกทางได้ ตัวเองก็ยิ่งมั่นคงในทางขึ้น
๔. ข้อเสียล่ะ
มี อัตตาเกิด(ว่ากูเก่ง–อันนี้หลวงพ่อทักพี่เลี้ยงไป 2 คน แต่กับเรา ไม่นะ
ไม่ใช่ว่าอัตตาไม่มี คือมันมี แต่ไม่ได้เพิ่มมากกว่าเดิมเท่านั้นแหละ)
กับอีกอัน คือแรงหมด เหมือนไปทุ่มเทให้กับผู้เข้าอบรมมากไป กำลังตัวเองก็หาย
อันนี้เต็มๆ ส่งผลมาถึงวันนี้เลย ไม่ได้หมดแรงเหมือนคนไปวิ่งมาสักสี่ห้าสิบกิโล
แต่เหมือนพลังทางใจมันโดนสูบไปจนเกือบหมด จะเรียกความรู้สึกขึ้นมาแต่ละที
เหมือนคนตะโกนลงไปในบ่อที่ลึกมากๆ รอนานทีเดียว ว่าเสียงสะท้อนจะกลับมา
แล้วแถมเสียงที่สะท้อนมาก็แปร่งๆ นี่เป็นอาการที่หันไปดูจิตตัวเองด้วยแรงน้อยๆ
อาการของจิตที่ไปเห็นตรงนั้นมันทำเอาตกใจได้เลยอะ ว่านี่จิตเราแน่นะ -_-”
๕. ไปเจอผู้เข้าอบรมแบบไหนเข้า
ไม่บอกดีกว่า กลัวเขามาอ่านเจอเข้า
๖. ไหวปะเนี่ย
ไหวดิ
๗. อยากฝากอะไรถึงคนที่สนใจบ้างมั้ย
อืม ถ้าอยากหางานทำ ภาวนาได้แล้วก็ลองมาช่วยกัน
ไม่ได้ทำอะไรมากหรอก แค่เป็นเพื่อนคุยกับผู้เข้าร่วมอบรม
แต่ที่สำคัญ จับหลักให้มั่น อย่าเขว และท่องไว้ว่า
เรามาเป็นพี่เลี้ยง ไม่ได้มาปฏิรูปองค์กร
เพราะองค์กรของเรามีพระพุทธเจ้าเป็นนาย
มีธรรมนูญคือพระธรรม มีอาจารย์คือหลวงพ่อ
เท่านี้ก็ผ่านโปรแล้วนะ (แต่จะได้เลื่อนขั้นหรือเปล่าต้องทำเอง)
มีนาจะกลับมาเล่าใหม่
+ + +
ปล. แอบเสียดายคอนเสิร์ตอารมณ์ดี้
เป็นคอนเสิร์ตเดียวที่ตั้งแต่เรียนจบมาแล้วอยากไปฟัง
แต่ก็ช่างเถอะ ความเสียดายก็ไม่เที่ยง :p